เทศน์พระ

ถึงตัว

๑ พ.ค. ๒๕๖๙

ถึงตัว

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

 

เทศน์พระ วันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๖๙

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ตั้งใจฟังธรรมะ ธรรมะเพื่อหัวใจดวงนี้ หัวใจดวงนี้ที่ว่าเป็นของเรานี่แหละ แต่เราคุมมันไม่ได้ แล้วเราไม่สามารถดูแลรักษาได้ด้วย ถ้าเราดูแลรักษาได้ด้วย เราจะไม่มีความทุกข์เลย เราจะมีความสุขตลอดเวลา แต่ที่เพราะเราดูแลรักษาไม่ได้มันถึงมีความทุกข์ไง แต่ถ้าเมื่อใดเราดูแลได้ เราจะมีความสุขของเราพอสมควร พอสมควรนะ ไม่ใช่ความจริงหรอก

แต่ถ้ามันเป็นความจริงนะ วิหารธรรม ไม่ต้องดูแล ไม่ต้องรักษา ไม่ต้องทำสิ่งใดเลย มันเป็นธรรมชาติ มันเป็นข้อเท็จจริงของมันเลย ถ้าเป็นข้อเท็จจริงของมันแล้ว ไม่ต้องมีใครรักษา เพราะต้องมีคนรักษาอยู่นี่ไง มันถึงได้ทุกข์ได้ยากนี่ไง

ก่อร่างสร้างเรือนเขาต้องมีนั่งร้าน จะทำสิ่งใดแล้วเขาต้องมีเครื่องประกอบให้มันขึ้นมาเป็นข้อเท็จจริงขึ้นมาให้ได้

นี่เราจะดูแลหัวใจของเราอย่างไร

ถ้าเราจะดูแลหัวใจของเรา เพราะเราทำไม่ได้

ฟังธรรมๆ เพื่อเหตุนี้ไง ฟังธรรมๆ เพื่อเกร็ด คติธรรม เพื่อหัวใจของตน ถ้าเพื่อหัวใจของตนนะ อยู่ที่คนฉลาดหรือคนโง่เขลาเบาปัญญาแล้วอวดฉลาด มันไม่มีสิ่งใดเป็นชิ้นเป็นอันหรอก

แต่ถ้าเป็นนักปราชญ์ราชบัณฑิตนะ เขาเก็บเล็กผสมน้อย เขาดูแลรักษาหัวใจของตน แล้วสิ่งใดที่มันเป็นปัจจัตตัง เป็นสันทิฏฐิโก มันจะฝังใจมาก ไม่อย่างนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะตรัสรู้อยู่โคนต้นโพธิ์ได้อย่างไร

๒,๐๐๐ กว่าปีมาแล้วนะ สัทธิวิหาริก ชาวพุทธทั้งหมดรู้ได้ว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้อยู่โคนต้นโพธิ์นั้น สิ่งที่นั้นมันฝังหัวใจ มันฝังหัวใจว่า เราแบกทุกข์มาทั้งตลอดตั้งแต่ก่อนที่จะมีคุณธรรมในหัวใจของตน แล้วไปสลัดมันทิ้งที่ไหน เมื่อใด เวลาใด ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน

มันไม่ต้องไปจำ มันเป็นข้อเท็จจริงของมันอยู่ในหัวใจของมันเป็นอย่างนั้น นี่ไง ผู้ที่ว่าไม่ต้องไปรักษา ไม่ต้องไปดูแลมัน แต่เกือบตายกว่าจะได้เป็นชิ้นเป็นอันขึ้นมาในหัวใจของตน

แต่นี่ของเรา เรายังคว้าน้ำเหลว ยังหาสิ่งใดเป็นชิ้นเป็นอันขึ้นมาในหัวใจของตนไม่ได้

ถ้าเป็นชิ้นเป็นอันของตนได้นะ นี่ไง มันเป็นอริยสัจ มันเป็นสัจจะเป็นความจริงอยู่อย่างนั้นตลอดเวลา

แต่นี่มันแปรสภาพของมันตลอดเวลา มันแปรสภาพตอนไหน

ทุกข์ แปรสภาพตอนที่มันทุกข์นี่ มันหิวมันกระหาย มันเดือดมันร้อน มันทุกข์มันยากไปตลอด เห็นไหม

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตั้งแต่ตรัสรู้ธรรมแล้วไม่ฉันอาหารเลยหรือ ฉันทุกวัน บิณฑบาตตั้งแต่วันตรัสรู้จนวันจะไปปรินิพพาน บิณฑบาตมื้อสุดท้ายขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคืออาหารของนายจุนทะ บิณฑบาตตลอดชีวิต นี่สิ่งที่เป็นคุณธรรมในหัวใจอันนั้น เห็นไหม

เราเกิดมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา ฟังธรรมๆ เพื่อหัวใจดวงนี้ ถ้าหัวใจดวงนี้มันมีสติมีปัญญาไง สิ่งใดที่เป็นบาปเป็นกรรมมันจะไม่แตะไม่ต้อง ไม่ไปสัมผัสมันเลย

แต่นี่มันไม่ใช่สัมผัส นี่นอนกอดกับมันเลย อวิชชาคือความไม่รู้ รู้ตัวขึ้นมาทีก็ อ้าว! ทุกข์อีกแล้ว ทุกข์อีกแล้ว

มันทุกข์เพราะอะไรล่ะ

มาร นั่นน่ะมารทั้งนั้นน่ะ มารคืออวิชชา

แล้วที่มาฝึกหัดอยู่นี่คืออะไรล่ะ

ฝึกหัดให้มีวิชชามีความรู้ มีวิชชามีความรู้แล้ว ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ

ปริยัติศึกษามาทรงจำธรรมวินัยๆ จำมาคือสัญญาทั้งนั้นน่ะ จำของเขามา จำขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามา แต่ก็มีวาสนานะ

คนที่ไม่มีอำนาจวาสนาไม่ได้นับถือพระพุทธศาสนา

นี่เราเกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา เรานับถือพระพุทธศาสนาด้วย แล้วเรายังบวชเป็นพระภิกษุ เป็นนักรบอีกด้วย เพื่อจะฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาให้เป็นข้อเท็จจริงในหัวใจดวงนี้ ถ้าฝึกหัดประพฤติปฏิบัติเป็นข้อเท็จจริงในหัวใจดวงไง ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก จะไม่ไปแตะสิ่งที่ชั่วช้าลามกเลย

แต่นี่ไม่ใช่แตะ นี่มันครอบงำ รู้ตัวทีหนึ่งก็สำนึกได้ทีหนึ่ง แต่ถ้าไม่รู้ตัวนะ มันก็ไปตามพญามารไง เห็นดีเป็นชั่ว เห็นชั่วเป็นดี เห็นดีเป็นชั่ว

เห็นดี ข้อวัตรปฏิบัติขึ้นมา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มันทุกข์มันยากมันลำบากมันลำบน นี่ของดี มันเห็นว่าลำบากลำบนนะ

เห็นชั่ว ทำแต่ความพอใจของตัว มันจะลากไปขนาดไหน หัวหกก้นขวิดไปกับมันได้ตลอดเลย เห็นชั่วเป็นดี เพราะอะไร เพราะมันสะดวกสบายไปไง มันไปตามกิเลสตัณหาความทะยานอยากไง

ถ้าเห็นดีเป็นดีไง ข้อวัตรปฏิบัติเป็นเครื่องอยู่ของใจ ใจที่มันเผอเรอ ใจที่มันไม่มีขอบมีเขต ให้มันอยู่ตรงนี้ ชัดๆ เลย เห็นไหม ทำข้อวัตรปฏิบัติชัดๆ เลย อยู่ตรงนี้ อยู่ด้วยกัน แล้วถ้ามันเป็นธรรมๆ นะ โอ๋ย! มันรื่นเริง มันอาจหาญ มันเคารพบูชา เพราะอะไร เก็บเล็กผสมน้อยไง ก็เพราะอันนี้ นี่คือสิ่งที่เริ่มต้นจะค้นคว้าหาหัวใจของตนไง นี่สิ่งที่เป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมา

ถ้าเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมาในหัวใจของตน เห็นไหม นี่ไง เวลาพระสารีบุตรไม่เชื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี่ไง เพราะอะไร เพราะพระสารีบุตรเป็นพระอรหันต์ไง ไม่เชื่อ ความเชื่อแก้กิเลสไม่ได้ แต่ถ้าเป็นข้อเท็จจริง ข้อเท็จจริงในหัวใจของตน ถ้าข้อเท็จจริงในหัวใจของตนนะ ใช่

หลวงตาพระมหาบัวท่านเทศน์บนศาลา เราอยู่ด้วย พอจบนะ

“ลีเนาะ ลีเนาะ”

เพราะหลวงปู่ลีเป็นพระอรหันต์ พระอรหันต์กับพระอรหันต์ติกันไม่ได้ พระอรหันต์เทศน์ พระอรหันต์ฟัง ก็เป็นธรรม แล้วธรรมของพระอรหันต์มันจะมีอะไรผิดพลาดไป มันเป็นข้อเท็จจริงทั้งนั้นน่ะ

เวลาเทศน์จบนะ เรานั่งด้วยอยู่นั่นด้วยไง

“ลีเนาะ ลีเนาะ”

นี่ธรรมะพระพุทธเจ้า

หลวงตาพระมหาบัวท่านเทศน์ หลวงปู่ลีท่านไปไหนท่านนั่งฟังด้วย

“ลีเนาะ”

เพราะตอนนั้นเราก็นั่งฟังด้วย นั่งฟังแล้วเราก็มอง ด้วยภาษาเรานะ มันมองด้วยความชื่นใจ อบอุ่น เป็นการยืนยันพระอรหันต์เทศน์ แล้วพระอรหันต์ก็ฟัง แล้วพระอรหันต์ด้วยกันมันจะหลอกกันได้อย่างไร แต่มันไม่หลอก แล้วหลวงปู่ลีท่านยิ่งเคารพบูชาพ่อแม่ครูจารย์ด้วย นั่งอยู่ในหัวใจเลย

เพราะมันทุกข์มันยากไง มันทุกข์มันยาก มันกระเสือกกระสนมาขนาดไหน แล้วเวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา เวลาเราเริ่มต้นที่ฝึกหัดปฏิบัติอยู่นี่มันทุกข์มันยากขนาดไหน ถ้ามันทุกข์มันยากขนาดไหน นั่นน่ะ กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา อำนาจวาสนาของแต่ละบุคคล

อำนาจวาสนาของแต่ละบุคคล แล้วมีอำนาจวาสนาด้วย เพราะว่ามันยังซื่อสัตย์สุจริตไง มันจะอยู่ในธรรมและวินัยนี้ไง แล้วมันฝึกหัดธรรมวินัยนี้ เห็นไหม

เราเกิดมามีอำนาจวาสนา เกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนา บริษัท ๔ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา เราเกิดมาเราเป็นอุบาสก แล้วเรามีอำนาจวาสนา เรามาบวชเป็นภิกษุ แล้วเรามีอำนาจวาสนา มีสติมีปัญญาที่จะฝึกหัดปฏิบัติ

พระบวชมามากมาย บวชมาแล้วมันทุกข์มันยาก มันต้องมีอำนาจวาสนา ศึกษาเล่าเรียนมามีสติมีปัญญามากน้อยขนาดไหน เผยแผ่ธรรมๆ

เผยแผ่ธรรม เอาอะไรไปเผยแผ่ ตัวเองรู้อะไร ตัวเองรู้จริงอย่างไร แล้วอะไรเป็นข้อเท็จจริง อะไรเป็นกิเลส อะไรเป็นธรรม

เรามีอำนาจวาสนา เราจะมาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาให้เป็นหัวใจของเราไง ถ้าเป็นข้อเท็จจริง เห็นไหม

สิ่งที่ว่าให้โทษแก่ท่าน โทษนั้นถึงตัว ให้โทษกับให้คุณ

ถ้าให้คุณ ให้โทษแก่ท่าน โทษนั้นถึงตัว ถ้าให้คุณๆ ก็เป็นคุณงามความดีของตัว นี่ไง เวลามันถึงตัวๆ ถึงตัวอย่างไร

ถึงตัว ให้โทษแก่ท่าน มันก็เกิดจากเรานี่แหละ เกิดจากเราคิด เราแต่ง เราวาดวางแผนโครงการ จะให้โทษแก่ท่าน แล้วโทษนั้นไปไหนล่ะ บาปกรรมทั้งนั้น

ให้คุณ เข้าพรรษา พระกรรมฐาน ไม้เจียอย่างนี้ ผ้าไปทำวัตรครูบาอาจารย์ ให้คุณ

เพราะเราอยู่กับครูบาอาจารย์มา ก่อนเข้าพรรษาจะไปทำวัตร แล้วครูบาอาจารย์จะให้คติธรรม เพราะว่าก่อนเข้าพรรษา พอเข้าพรรษาแล้วจะถือธุดงควัตร แล้วจะฝึกหัดปฏิบัติ

ส่วนใหญ่แล้ว พระจักขุบาล ได้ยินทุกองค์ ส่วนใหญ่จะเทศน์เลย พระจักขุบาลตั้งแต่เธออธิษฐานพรรษา เวลาออกพรรษาขึ้นมา ถ้าไม่นอน ตาจะบอด หมอบอกอย่างนั้นเลย

เราก็เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ กว่าจะมาเกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา กว่าจะได้มาบวชเป็นพระ มีโอกาสได้พบพระพุทธศาสนา เอาโอกาสที่พบพระพุทธศาสนามันน้อยนิดเดียว ฉะนั้น ถ้าตามันจะบอดให้มันบอดไป ถึงเวลาแล้วตาบอดพร้อมกับอาสวักขยญาณทำลายอวิชชาหมดเลย เป็นพระอรหันต์

เวลาไปทำวัตรๆ ครูบาอาจารย์จะเทศน์ พระจักขุบาล เวลาครูบาอาจารย์ที่ท่านฝึกหัดปฏิบัติโดยข้อเท็จจริงของท่าน แล้วถึงที่สุดแห่งท่านไง นี่ให้คุณ ไปคารวะ ทำวัตรครูบาอาจารย์ ครูบาอาจารย์จะให้สติให้ปัญญา ให้กำลังของมันขึ้นมา เวลาให้คุณๆ ไง ไปด้วยความเป็นคุณ ครูบาอาจารย์ท่านก็ให้ธรรมะเป็นคุณ

แล้วเราฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมามันจะเป็นคุณหรือจะเป็นโทษ ถ้าเป็นคุณ สิ่งที่กระทำ มันถึงตัวทั้งนั้นน่ะ

เริ่มต้นคิดดี คิดชั่ว ก็เราเป็นคนคิด แล้วจะยัดเยียดหรือจะปอกลอก จะยัดเยียดให้ใคร ถ้าให้เป็นคุณ เราก็คิดเป็นคุณ แล้วเราจะให้คุณกับใคร แล้วคนที่ได้รับก็คือใคร

ถึงตัวไง เวลามันถึงตัว ถึงตัวเรา อตฺตา หิ อตฺตาโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน

ตนเกิดมานี่สมมุติบัญญัติ สมมุติๆ เกิดมาเป็น นาย ก. นาย ข. นาย ง. เจริญเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ นาย ก. นาย ข. นาย ง. จะชราคร่ำคร่าไป นาย ข. นาย ง. จะตายไป สมมุติ นี่สมมุติทั้งนั้นน่ะ

สิ่งที่เกิดมา นาย ก. นาย ข. นาย ง. มันเป็นกรรมของสัตว์ แล้วมีอำนาจวาสนาขึ้นมาได้บวชเป็นพระ ถ้าบวชเป็นพระขึ้นมาแล้วเราจะเอาจริงเอาจังของเรา

สิ่งที่เป็นโทษๆ พยายามหลีกเลี่ยงมัน สิ่งที่เป็นคุณๆ พยายามจะสร้างสมขึ้นมาในหัวใจของตน แล้วถ้ามันเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมา มันถึงของใครล่ะ

ของเราทั้งนั้น ของเราทั้งนั้น เราทำเองทั้งนั้น อตฺตา หิ อตฺตาโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนไง ถึงตนๆ ไง ทำดีก็ได้ดี ทำชั่วก็ได้ชั่วไง แล้วมันก็มีอดีตอนาคตไง แล้วปัจจุบันนี้ ปัจจุบันนี้มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันขึ้นมา นี่ถึงตนๆ ตนมีอะไร

ถ้าตนเป็นความจริงขึ้นมา มันรื่นเริง มันรื่นเริงเพราะอะไร เพราะมันเห็นคุณจริงๆ นะ เพราะสิ่งนี้มันเป็นให้เราได้ประกอบขึ้น คือฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา

การประกอบขึ้น เห็นไหม ใจที่เป็นนามธรรมๆ สิ่งที่เป็นนามธรรมมันเหมือนจับต้องสิ่งใดไม่ได้ เวลามันเห็นอริยสัจนะ เห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรม เห็นกิเลส เอ๊อะ! เอ๊อะ! เอ๊อะ! ทำไมมันเป็นอย่างนี้วะ มันแตกต่างกับความรู้สึกนึกคิดของเราทั้งนั้นน่ะ แตกต่างเลย เพราะอะไร

โลกียะกับโลกุตตระ

โลกียะๆ ก็นี่ไง นักปราชญ์ราชบัณฑิตนี่แหละ ศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจบมหามกุฏฯ มหาจุฬาฯ เป็นดอกเตอร์ ทำวิทยานิพนธ์เป็นศาสตราจารย์ สมมุติบัญญัติไง จบเป็นนักปราชญ์ราชบัณฑิต เป็นที่เชื่อถือของสังคม สังคมยกย่องว่า โอ้โฮ! มีความรู้มากมาย สิ่งนี้สมมุติบัญญัติ สมมุติทั้งนั้นน่ะ สมมุติบัญญัติ แต่ถ้าเป็นโลกียะ

แล้วถ้าเป็นโลกุตตระล่ะ

โลกุตตระ เห็นไหม ถึงตัวๆ ถึงตัวเชียวนะ

ถ้าให้โทษแก่เขา โทษนั้นถึงตัว

ให้คุณแก่เขา คุณนั้นตอบสนองมากมายทวีคูณ

ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ถ้ามันเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมา มันถึงตัวๆ ตัวเป็นไง ถ้าตัวมันเป็น มีสติก็คือสติ มีอะไรผิดพลาดขึ้นไป ยิ้มเลยนะ สติกูไปอีกแล้ว มันไม่ไปโทษใครเลย มันโทษเราขาดสติ

ถ้าขาดสติก็ขาดความรอบคอบ ขาดความรอบคอบมันก็ขาดปัญญา แล้วขาดปัญญามันก็วินิจฉัยอะไรไม่ได้เป็นชิ้นเป็นอัน ถ้ามีสติ มีสติมันก็มีปัญญา ถ้ามีปัญญา มันก็เข้าใจว่าสิ่งนี้เกิดขึ้น ถ้าถึงสุดวิสัย สุดวิสัยก็เป็นกรรมของสัตว์ไง

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะไปปรินิพพานนะ พระอานนท์คร่ำครวญขนาดไหน แต่ถ้าอย่างเป็นเราเห็นไหม

ดูสิ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สิ่งที่พยากรณ์ไว้หมด มันเป็นข้อเท็จจริงอย่างนั้นเพราะอะไร เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราวาสนาน้อยไง เพราะเราสร้างมา ๔ อสงไขย พระศรีอริยเมตไตรยสร้างมา ๑๖ อสงไขย แปดหมื่นปี แล้วจะไปทวงเอากับใคร แล้วจะไปเรียกร้องเอากับใคร ก็ทำมา ก็ทำมาอย่างนี้ ได้อย่างนี้ก็สุดยอดแล้ว

ถ้าสุดยอดแล้ว ถึงเวลาแล้ว เห็นไหม สรรพสิ่งในโลกนี้เป็นอนิจจัง สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา เป็นอนัตตาของมัน อนัตตาที่ว่ามันถึงที่สุดแห่งทุกข์แล้วมันมีสิ่งใดตกค้างอยู่ในใจ สรรพสิ่งในโลกนี้เป็นอนิจจัง โลกียะ เรื่องโลก มันต้องเป็นไปอย่างนั้น แล้วหัวใจที่มันเป็นธรรมๆ แล้วมันไม่อยู่กับโลกียะหรือสมมุติบัญญัติใดๆ ทั้งสิ้น

เวลาหลวงตาพระมหาบัวท่านไปหาหลวงปู่มั่นไง “ท่านมาหามรรคผลนิพพานใช่ไหม”

คำว่า ไม่ได้อยู่ในตำรา งงไหม ในพระไตรปิฎกเรียนจบ ๙ ประโยคนะ ขยายความ ย่อความขึ้นมาได้เป็นศาสตราจารย์นะ มรรคผลนิพพานไม่ได้อยู่ที่นั่น อยู่ในปัจจุบันในใจของเธอต่างหาก อยู่ใน เห็นไหม ถึงตนนั้นต่างหาก ถึงตัว ถึงตน ถึงจิต ถึงธรรม ถึงความสิ้นสุดแห่งทุกข์ในใจของตน ถึงตน

แล้วถ้ามันมีกิเลสตัณหาความทะยานอยาก ตนนั้นน่ะเลวทราม ตนนั้นน่ะมีเงื่อนไข ตนนั้นน่ะสร้างภาพ ตนนั้นน่ะสร้างบาปกรรมขึ้นมาถึงตัวของตนโดยไม่รู้ตัว วกกลับมาถึงตัวเองไง

แต่ถ้าเป็นธรรมๆ สิ่งใดที่เป็นอนาคตมันยังมาไม่ถึง สิ่งที่เป็นอดีตผ่านไปแล้ว ปัจจุบันตั้งตัวตั้งตนขึ้นมาให้ได้ ถึงตัวถึงตน ถึงจิต ถึงการกระทำ ภาคปฏิบัติ นี่ถ้ามันเป็นข้อเท็จจริง เห็นไหม

นี่ไง มหามาหาอะไร มาหามรรคผลนิพพานใช่ไหม ไม่ได้อยู่ในตำรับตำรา ทั้งที่ตำรับตำราก็ศึกษาค้นคว้าเพื่อให้มีสติปัญญาไง ถ้ามีสติปัญญาขึ้นมา เวลาปฏิบัติไปแล้วมันจะเตะมันจะถีบกัน มันจะสร้างภาพไง

ผู้ที่มีความรู้เยอะ ไม่เชื่อใครทั้งสิ้น ไม่ฟังใครทั้งสิ้น แล้วความรู้นั้นให้คุณหรือให้โทษ ถ้ากิเลสมันให้โทษ ให้โทษมันก็ห่างไกลพระพุทธศาสนา ถ้ามันให้คุณๆ ให้คุณก็เงาของพระพุทธศาสนา ถ้ามันวางให้หมด

นี่ไง เวลามันวางของมัน มันปฏิบัติของมันขึ้นมาตามความเป็นจริงขึ้นมา เห็นไหม พุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ถึงตัวถึงตนในหัวใจของตน

แล้วใครล่ะ

ถึงตัวถึงตนแล้ว ถ้ายังหลงผิดอยู่นะ “โอ๋ย! นิพพานเป็นเช่นนั้นเอง”

นิพพานอะไร สมาธิแก้กิเลสไม่ได้ มันจะมีนิพพานที่ไหน นิพพานมันต้องชำระล้างสำรอกคายกิเลส แล้วกิเลสที่ไหนที่มันสำรอก ที่มันคาย ที่มันขาด ที่มันหลุดไปจากหัวใจบ้าง

ถ้ามันไม่มีกิเลสหลุดจากหัวใจไป เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอาสวักขยญาณทำลายอวิชชา พญามารไปคร่ำครวญไปฟ้องลูกสาวมันทำไม ไอ้ความโลภ ความโกรธ ความหลง ไอ้เรือน ๓ หลังนั้นน่ะ จะมาช่วยพ่อ

เรือนยอดของเรือน ๓ หลัง คืออวิชชา คือพญามาร เราได้หักมันไปแล้ว แล้วไอ้เรือน ๓ หลังมันจะมีคุณค่าอะไร

ถ้ามันไม่มีการชำระล้าง มันไม่มีการกระทำเลย มันจะสิ้นกิเลสไปได้อย่างไร

กิเลสที่มันจะสิ้นไป มันต้องสิ้นไปด้วยมรรค ๘ ด้วยวิธีการดับทุกข์ วิธีๆ ท่องกันปากเปียกปากแฉะ งานชอบ เพียรชอบ ระลึกชอบ

หลวงปู่ชอบนี่คารวะนะ หลวงปู่ชอบท่านทำด้วยข้อเท็จจริง แต่ของเราอ้างทั้งนั้นน่ะ

ถ้ามันเป็นข้อเท็จจริง เราเคารพคารวะนะ ผู้ที่ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติกว่าจะสิ้นกิเลสแต่ละองค์ มันเป็นของง่ายนักหรือ เวลาครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรม ธรรมะอยู่ฝากตาย ครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมนะ สละตายมาทั้งนั้น

กิเลสนะ จะนุ่มนวลอ่อนหวานขนาดไหนนะ มันก็ไม่ปล่อยให้หลุดจากมือมันไปหรอก จะนุ่มนวลอ่อนหวานขนาดไหน กิเลสมันก็นุ่มนวลอ่อนหวานยิ่งกว่าที่ปลิ้นปล้อนกะล่อน ทำให้คนที่นุ่นนวลอ่อนหวานหลงใหลก็แล้วกันล่ะ คนที่เข้มแข็ง ยอดเยี่ยม กิเลสมันก็หลอกให้หัก ให้บิ่นไปตามกิเลสทั้งนั้น กิเลสมันก็คือกิเลสไง

สิ่งที่ครูบาอาจารย์ที่ว่าอยู่ฟากตายๆ จะนุ่มนวลอ่อนหวานขนาดไหน ท่านก็ต้องรอบคอบของท่าน ท่านก็ต้องมีสติปัญญาเท่าทันกิเลสในหัวใจของท่าน จะมุมานะ จะเข้มข้นขนาดไหน สุดท้ายแล้วมันก็ลงทางมัคโค ทางอันเอก ทางสายกลางในพระพุทธศาสนา

แต่เวลาที่เป็นกิเลสๆ ไง เวลาดีมันก็ดีสุดโต่ง ดีว่ามันเป็นดี เอาความดีมาหักล้างกัน เอาความดีมาเพ่งโทษกัน เอาความดีมาทะเลาะเบาะแว้งกัน เวลาความชั่ว ความชั่วมันก็ขุดหลุมพรางล่อคนอื่นทั้งนั้น ดีและชั่ว

แต่ถ้าเราเป็นธรรมๆ ดีและชั่ว เราก็รู้ เราก็เป็น ใครไม่มี มีทั้งนั้น แต่มีสติปัญญาไง

พระพุทธศาสนาข้ามพ้นทั้งดีและชั่ว

ดี ส่งเสริมเกื้อกูลแต่ไม่ติดมันไง ส่งเสริมเกื้อกูลแล้วไม่ใช่ของเรา ส่งเสริมเกื้อกูลต่อพระพุทธศาสนา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรารถนาให้สงฆ์ปกครองสงฆ์ ส่งเสริมเกื้อกูลต่อสงฆ์เป็นรุ่นๆๆ ไป สงฆ์นั้นจะจรรโลงพระพุทธศาสนาต่อเนื่องไปแบบพระกัสสปะ

พระกัสสปะอายุเท่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บวชเมื่อแก่ เวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาจนเป็นพระอรหันต์ด้วยความเข้มข้น ด้วยความมุมานะของท่าน

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กัสสปะเอย เธอก็อายุเท่าเรา ๘๐ ปีเหมือนกัน เป็นพระอรหันต์เหมือนกัน ทำไมต้องถือธุดงควัตร

นี่ไง นุ่งผ้าบังสุกุลไง สังฆาฏิเย็บปะๆ อยู่นั่นน่ะถึง ๔ ชั้น อายุ ๘๐ ทำไมจะต้องมาแบกหาม

ข้าพเจ้าไม่ได้ทำเพื่อข้าพเจ้า ข้าพเจ้าทำเพื่ออนุชนรุ่นหลัง ต่อไปในอนุชนรุ่นหลังเขาจะได้เห็นเป็นแบบอย่าง

ว่าเลิศในทางธุดงควัตรคือพระกัสสปะ พระกัสสปะได้ทำเป็นตัวอย่าง ได้ทำให้เห็น ได้เป็นแบบอย่าง ได้เป็นเนติบัญญัติที่ได้ศึกษาค้นคว้า ใครจะเรียนมากเรียนน้อยต้องได้เห็นพระกัสสปะแน่นอน พระกัสสปะทำเพื่ออนุชนรุ่นหลังนี่ไง

นี่ไง ส่งเสริมทำคุณงามความดี ใครทำเท่ากับหลวงปู่มั่น หลวงปู่มั่นท่านได้สร้างธรรมทายาทไว้มากมาย

ครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมๆ ท่านบอกว่า หลวงปู่มั่นเป่ากระหม่อมท่านมา หลวงปู่มั่นเป่ากระหม่อม

คำว่า เป่ากระหม่อม คุ้มครองดูแลความรู้สึกนึกคิด คอยจำแนกความถูกความผิดในใจ คอยจำแนกสิ่งที่หลงผิดเห็นผิดให้มันถูกต้องชอบธรรมขึ้นมา

หลวงปู่มั่นเป่ากระหม่อมท่านมาๆ

ท่านติดไหม หลวงปู่มั่นเคยทวงบุญคุณใคร หลวงปู่มั่นเคยวางบิลที่ไหน ไม่สน ท่านทำไว้ ไม่ติดดีไง แล้วชั่วก็ไม่เอา

ชั่วคือไอ้พวกแซงหน้าแซงหลัง มันจะชักนำให้ออกนอกลู่นอกทางไปด้วยทางการประชาสัมพันธ์ ด้วยการปลุกระดม ด้วยการสร้างกระแส การสร้างกระแสมันเป็นกระแสโลก มันจะเข้าสู่หัวใจได้อย่างไร

ใจที่เป็นนามธรรมๆ อะไรจะเข้าสู่หัวใจที่เป็นนามธรรมอันนั้น

นามธรรมนั้นมันจะเข้าถึงได้ มันก็ต้องเกิดสติ

สติมันเกิดจากใคร สติเกิดจากตำรา สติเกิดจากโรงงานที่ไหน

สติมันก็เกิดจากจิต สติมันก็เกิดจากหัวใจนั้นน่ะ ถ้าหัวใจนั้นมันตั้งใจขึ้นมา มันก็มีสติขึ้นมา

แล้วสติจะเปลี่ยนให้เป็นอะไรขึ้นมา เปลี่ยนให้มันมีสติมีสัมปชัญญะ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม แล้วเวลาฝึกหัดจะใช้ปัญญา ปัญญาในพระพุทธศาสนาไม่ใช่ปัญญาเกิดจากสัญญา

ปัญญาเกิดจากปัจจุบัน ปัญญาเกิดจากเชาวน์ เกิดจากปฏิภาณ ไม่ใช่เกิดจากความจำ แล้วจะไปหาซื้อมันที่ไหน มันไม่มีขายในท้องตลาดไง

มีภาคปฏิบัติ นี่ไง สิ่งที่เป็นธรรมๆ ให้มันเป็นข้อเท็จจริงขึ้นมา

เวลาถึงตัวถึงตน ให้คุณ ไม่ให้โทษใคร แต่โทษมันมีในตัวมันเองอยู่แล้ว

โรคที่น่ากลัวที่สุดคือชราคร่ำคร่า ทุกอย่างมันต้องแปรสภาพของมันไป มันไม่มีสิ่งใดยั่งยืนยง อยู่ที่บุญและบาป

พระสีวลีเป็นผู้มีลาภมาก พระในสมัยพุทธกาลที่ไม่เคยเจ็บไข้ได้ป่วยเลย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังเจ็บไข้ได้ป่วยอยู่หลายรอบในพระไตรปิฎก หมอชีวกโกมารภัจจ์เป็นหมอประจำองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นี่ไง ถ้าสร้างคุณสร้างประโยชน์กันมา บุญกุศลสู่หัวใจดวงนั้น บุญกุศลมันก็ส่งต่อถึงเชาวน์และปัญญาของคน

และเชาวน์และปัญญาของคนเป็นสัมมาทิฏฐิหรือมิจฉาทิฏฐิ

หลายคนมากมีสติมีปัญญาแต่เป็นมิจฉาทิฏฐิ มิจฉาทิฏฐิคือเป็นสติปัญญาของตัวตน ทั้งหลบทั้งหลีก ทั้งซ่อนทั้งเร้น

ถ้าเป็นสัมมาทิฏฐิ นี่ไง มันเป็นคุณธรรมไง เผยแผ่ วางไว้ให้เป็นสมบัติสาธารณะ ให้เป็นสมบัติของทุกๆ คน ทุกๆ คนมีสิทธิ์ที่จะใช้ สิทธิที่จะแสวงหา ถ้าเป็นธรรม ถ้าเป็นสัมมาทิฏฐิ ความถูกต้องชอบธรรม

แล้วถ้าเราจะฝึกหัดสติปัญญาของเรา มันจะเป็นสติปัญญาประเภทใด

เวลาศึกษาเล่าเรียนมันเป็นสุตมยปัญญา ปัญญาการศึกษาค้นคว้าทางวิชาการ จินตนาการ จินตนาการไปร้อยแปดพันเก้า แล้วภาวนามยปัญญาที่เราฝึกหัดปฏิบัติกันอยู่นี่ไง

นี่ไง ให้โทษแก่ท่าน โทษนั้นถึงตัว

ให้คุณแก่ท่าน คุณนั้นส่งเสริมให้เกิดอำนาจวาสนาบารมี

แล้วถ้าสร้างให้มันเป็นข้อเท็จจริงขึ้นมาในหัวใจของตน มันเป็นคุณกับตัวตนของเราทั้งนั้นน่ะ เพราะความคิดเกิดจากจิต แล้วความคิดนั้นมีสัมมาสมาธิ ความคิดนั้นคือภาวนามยปัญญา มันจะกลับมาอบรมบ่มเพาะ กลับมาซักฟอก กลับมาใคร่ครวญฐานของความคิด ฐานของสิ่งที่มันนึกคิดขึ้นมา คุณหรือโทษ ถูกหรือผิด ดีหรือชั่ว ควรหรือไม่ควร

ทั้งๆ ที่เป็นปัญญาๆ ถ้าเตลิดเปิดเปิงไปมันก็ผิด เพราะอะไร เพราะสพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา เวลามันมีสติปัญญาขนาดไหน ถ้าใช้ปัญญาโดยความไม่รอบคอบ มันจะอ่อนกำลังลง สมาธิอ่อนกำลังลง มันจะเป็นสัญญา

ผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติมันรู้ได้ชัดๆ เลย รสของธรรมชนะซึ่งรสทั้งปวง ถ้าเป็นภาวนามยปัญญา มันฟาดมันฟัน มันมหัศจรรย์ มันสำรอกมันคาย โอ้โฮ! รสชาติมันอย่างหนึ่งเลย

ถ้าเป็นสัญญา เป็นความคิดเหมือนกัน จืดชืด งง ทำไมมันเป็นอย่างนี้วะ ทำไมมันเป็นอย่างนี้วะ ยังคิดไม่ทันนะน่ะ ทำไมมันเป็นอย่างนี้วะ

ถ้าสติมันทันนะ โอ๊ะ! โอ๋ย! ตาย ไอ้นี่มันสัญญานี่หว่า พอสัญญามันก็วางเลย วางความคิดนั้น วางปัญญาอันนั้นกลับไปทำพุทโธๆ ให้สมาธิมีกำลัง พอสมาธิมันมีกำลัง ฟื้นตัวมานะ ศีล สมาธิ กำลังอันนี้เป็นพื้นฐาน สมถกรรมฐาน

สมาธิจับ ปัญญาตัด

เพราะมันมีสมาธิเป็นพื้นฐาน พอปล่อย เพราะมันใช้ปัญญาอยู่แล้ว มันมีช่องทางอยู่แล้ว พอปล่อย คือวาง วางปั๊บ มันไปแล้ว พอมันไปขึ้นมา อ้าว! ปัญญาเป็นอย่างนี้ ภาวนามยปัญญา ปัญญาเป็นอย่างนี้ มันทะลุ มันปรุมันโปร่ง มันปล่อยมันวาง มันมหัศจรรย์น่ะ แล้วมหัศจรรย์ ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโกนะ ถึงตน

ตน อตฺตา หิ อตฺตาโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ศีล สมาธิ ปัญญา วิธีการดับทุกข์ด้วยมรรค ๘ เกิดจากจิตของตน มันเป็นปัจจุบันในใจของตน มันเป็นภาวนามยปัญญา มันฟาดมันฟันนะ กิเลสหัวซุกหัวซุน มันหลบมันหลีก มันซ้อนมันเร้นทั้งนั้นนะ ไม่มีหรอก โอ๋ย! พิจารณาไปแล้วมันปล่อยหมดเลย

ปล่อยอะไร มันรอตีกลับ มันซ้อนเร้นรอให้สมาธิมึงเบาลง แล้วพอเบาลง เดี๋ยวมันก็ตีกลับ พอตีกลับ มันเป็นสัญญา อย่างน้อยเป็นสัญญาแต่ไม่รู้ตัว

เป็นสัญญา “อ้าว! ก็ปัญญาของเรา เราก็คิดเอง เราปฏิบัติเอง”

ไอ้โง่ ไม่ทันหรอก พอไม่ทันก็เสื่อมไปเรื่อยๆ เสื่อมไปเรื่อยๆ จนกว่าจะมีสติ เสื่อมไปเรื่อยๆ จนจะยอมรับรู้ หรือมีครูบาอาจารย์ที่ดีงามท่านเตือน เสื่อมไปเรื่อยๆ ถ้ามีสติปัญญาเท่าทัน มันจะเริ่มยับยั้งตนได้

ถ้าไม่มีสติปัญญา กรรมฐานม้วนเสื่อ

“ภาวนาก็ภาวนาแล้ว บรรลุธรรมก็รู้หมดทุกเรื่องแล้ว”

มันไม่ได้แก้อะไรเลย ถึงตน ตนไม่มีอะไรเลย ตนจึงไม่มีหลักฐาน ไม่มีทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ ไม่มีขณะ ไม่มีนิโรธ การดับทุกข์โดยข้อเท็จจริงเป็นการยืนยันกับใจของตน ถ้าใจของตนไม่เคยรู้ไม่เคยเห็น มันจะเอาอะไรยืนยัน

เราไม่เคยไปกรุงเทพฯ เราจะบอกว่ากรุงเทพฯ เป็นอย่างนั้นๆๆ เพราะเราไม่เคยเห็น แต่ถ้าเราอยู่กรุงเทพฯ มึงถามกูสิ บ้านกู มึงถามกูดิ ถ้ามันรู้มันเห็นไง ถ้ามันนิโรธ มันดับทุกข์ ขณะ มันขาด มึงถามกูสิ ก็บ้านกู กูไม่รู้ได้อย่างไร

แต่ถ้ากูไม่รู้ไม่เคยเห็น มึงถามกู กูก็ศึกษาน่าดูเลยนะ กูมีแผนที่ด้วย มีภาพถ่ายดาวเทียมด้วย แต่กูไม่เคยไป แล้วกูก็รู้ไม่ได้ ไม่รู้หรอก มันไม่ถึงตน

ให้โทษแก่ท่าน โทษนั้นถึงตน

ให้คุณแก่เรา ให้คุณแก่ท่าน ให้คุณกับใครทุกอย่างๆ มันเป็นทาน

ให้คุณแก่ท่าน บุญกุศลนั้นก็ต้องถึงตน

การฝึกหัดประพฤติปฏิบัติมันเป็นปัจจัตตัง เป็นสันทิฏฐิโก อตฺตา หิ อตฺตาโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน แล้วตนชำระล้างจนได้กระทำขึ้นมาเป็นสมบัติของตน

นี่ไง หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์ของเราท่านไม่พูด ไม่พูดเพราะอะไร เพราะสังคมรู้ไม่ได้ โลกรู้ไม่ได้

หลวงตาพระมหาบัวท่านบอกเลย ถ้าเราพูด เขาหาว่าเราบ้า

แต่ไอ้พวกบ้า มันว่ามันดีนะ แต่ความเป็นจริงก็พูดกับเขาไม่ได้ เพราะโลกนี้ไม่รู้ โลกนี้ไม่เข้าใจ มันถึงเป็นโลกียะ เป็นเรื่องโลก เป็นเรื่องนักปราชญ์ราชบัณฑิต เป็นดอกเตอร์ ศาสตราจารย์ เป็นนักปราชญ์ มีคุณสมบัติเป็นนักปราชญ์แห่งชาติ

หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านอยู่ในป่าในเขา ไม่ให้ใครรู้จัก แต่ด้วยบุญด้วยบาปของคนนะ คนก็พยายามแสวงหาท่าน แล้วด้วยบุญและบาปของคน

ถ้าด้วยบุญและบาปของคน คนที่เป็นบุญทำสิ่งใดแล้วส่งต่อเป็นรุ่นๆๆ ไป เป็นเรื่องขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้สงฆ์ปกครองสงฆ์ แล้วสงฆ์แต่ละรุ่น สงฆ์แต่ละยุคแต่ละสมัย ถ้าเป็นสงฆ์ที่ดีงาม มันเป็นเรื่องของศาสนาที่แวววาว เรื่องของพระพุทธศาสนาที่สังคมเคารพศรัทธา

ความเคารพศรัทธาเป็นนามธรรม ไม่ใช่เงินไม่ใช่ทอง ไม่ใช่ยศถาบรรดาศักดิ์ เป็นบุญกุศล เป็นที่เคารพบูชาในหัวใจ ศาสนามั่นคง มั่นคงอย่างนี้ มั่นคงจากเจตนา จากศรัทธาของชาวพุทธ ไม่ใช่มั่นคงจากวัตถุ จากยศถาบรรดาศักดิ์ จากกระแสสังคม

ให้คุณแก่ท่าน คุณนั้นถึงหัวใจของตน

ให้โทษแก่ท่าน เราห่างไกลจากพระพุทธศาสนา เพราะต้องการกระแสสังคม กระแสโลก ไอ้พวกแซงหน้าแซงหลังไง

เราไม่เอา เราตั้งสติ ตั้งปัญญาของเรา เราจะทำคุณงามความดีของเรา เราฟังธรรมเพื่อหัวใจดวงนี้

ฟังแล้วกลับไปเดินจงกรม กลับไปนั่งสมาธิภาวนา แล้วตั้งคติธรรม สิ่งที่ได้ยินได้ฟังเป็นหัวข้อ แล้วขยายความศึกษาค้นคว้าตีแผ่ให้เป็นสติให้เป็นปัญญาของตน ให้มีความสุขสงบในหัวใจของตน ให้เกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา บวชพระๆ เป็นพระปฏิบัติแล้วให้ประพฤติปฏิบัติให้เป็น อตฺตา หิ อตฺตาโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ให้ปฏิบัติเข้าถึงหัวใจของตน แล้วดัดแปลงตนให้มีคุณธรรมขึ้นมาในหัวใจของตน จะเป็นสมบัติของตน เอวัง